เขียนหัวข้อใหม่
 แสดงความคิดเห็น

เคล็ดลับการบำเพ็ญภายใน ความเมตตาและสงสารต้องอยู่ตรงกลางระว่างความสมดุล

| หมวดธรรมะ,ข้อคิดชีวิต | chomrom
เฉิน เซียง
# โพสเมื่อ 23 ม.ค. 2559
© เนื้อหานี้ ผู้โพสสร้างสรรค์เอง ® ตอบได้เฉพาะสมาชิก
เข้าชม 654 (1 ต่อวัน) ตอบ 0 ถูกใจ ถูกใจ 0

เคล็ดลับการบำเพ็ญภายใน ความเมตตาและสงสารต้องอยู่ตรงกลางระว่างความสมดุล

เคล็ดลับการบำเพ็ญภายใน ตอน ความเมตตาและสงสารต้องอยู่ตรงกลางระว่างความสมดุล

    หลักธรรมนี้ค่อนข้างสำคัญมากในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมา ซึ่งข้อนี้แม้ผู้ที่มีจิตเมตตาสูงมากแต่ไม่อาจฝึกจิตให้สมดุลได้ก็ไม่สามารถเข้าใจแจ้งในหลักสัจธรรมได้และถึงแม้ผู้ที่จะมีเมตตาน้อยหรือไม่มีเลยก็ไม่สามารถบรรลุธรรมในข้อนี้ได้ เนื่องจากหลักธรรมนี้ข้าพเจ้าได้เข้าใจกระจ่างแจ้งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558 อันเป็นหนึ่งในหลักธรรมของอาวุธทางธรรมของการบำเพ็ญธรรมภายในข้อใหญ่ แต่ที่กล่าวบอกในเบื้องต้นนี้เกิดจากประสบการณ์การดำเนินชีวิตจริง เกิดจากการฝึกฝนภายในที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเพราะหากทุกอย่างมากไปหรือน้อยไปย่อมไม่เป็นผลดี  หากเรามองถึงความเมตตากรุณาในตัวตนของเราแล้วบางท่านมีอยู่สูงมาก เช่นเรามีเมตตาต่อสัตว์ชอบช่วยเหลืออุปการะสัตว์มาเลี้ยง หากเราเมตตาเราพึงจะต้องเข้าใจสภาพภายใน ชีวิตความเป็นอยู่หรือความสามารถของเราด้วยว่าจะทำได้ขนาดไหนควรพอหรือยังเพื่อจะทำให้เราไม่เดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ เพราะบางครั้งความเมตตาสงสารที่มากเกินไปก็ทำให้เรามองข้ามความถูกต้องและความเหมาะสมไป

    ความเมตตาที่สมดุลจะให้มองหลักของความทุกข์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่นประสบการณ์ของข้าพเจ้านั้นมีบางครั้งเมื่อยังไม่เข้าใจถึงจิตที่มีเมตตาที่สมดุลจะชอบช่วยเหลือผู้คนให้หยิบยืมเงิน หรือให้ทานจนบางครั้งลืมไปว่าเรามีภาระในเบื้องหลัง เมื่อพิจารณาแล้วว่าจุดไหนเท่าไหร่จึงเหมาะสมข้าพเจ้าก็จะค่อยๆก้าวออกมา เคยมีญาติธรรมมาขอยืมเงิน แต่ด้วยจิตที่มีเมตตาของเราก็ให้ยืมไป แต่เมื่อมองถึงความเหมาะสมแล้วคนรู้จักกันมาขอหยิบยืมสิ่งต่างๆแล้วไม่คืนหรือเราไม่ได้รับกลับมาแม้จะในเรื่องใดๆ อาจทำให้ผิดข้องหมองใจกันมีผลต่อสภาพธรรมะภายในตัวตนของเราอาจจะไม่ดีไปด้วยได้ เราพึงต้องพิจารณาว่าเมตตาที่สมดุลควรอยู่ที่จุดใด เราพร้อม มีกำลังหรือสภาพจิตที่เข้มแข้งมากแค่ไหน เมตตาในเรื่องของคนอื่นนั้นต้องมองผลลัพธ์ที่จะตามมาอันมีผลต่อความทุกข์ภายในของเราเป็นหลักด้วย

   เมื่อสภาพภายในเราเข้มแข้งจะเจอเรื่องใดๆเข้ามาเราจะต้องรับให้ได้เมื่อการตัดสินใจจากจิตเมตตาที่เรามีอยู่ได้กระทำไปแล้ว  เมื่อการพิจาณาภายในในแรกเริ่มนั้นหากเราไม่คิดอะไรเลยก็ไม่ใช่การใช้ปัญญาได้ บางคนบอกว่าเมื่อจิตเกิดความเมตตาสงสารแล้วยากที่จะกลับคืนสภาพภายในเดิมได้ เช่นบางคนได้ฟังเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งแล้วมีความสงสารมากถึงกับร้องไห้ กระวนกระวายใจอยากเข้าไปช่วยเหลือทันที  ในบางเรื่องเราก็ต้องพึงมาคิดด้วยว่าการบอกกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ อาจจะเป็นวิธีการต้มตุ๋นหลอกลวงของมิจฉาชีพก็ได้ ด้วยจุดอ่อนของมนุษย์เราที่มีความเมตตาสงสารมากไม่อยู่ในความพอดี ผู้ที่มีจิตไม่ดี ไร้คุณธรรมก็จะหากลอุบายต่างๆมาเพื่อหวังผลคือทรัพย์การบริจาคจากผู้ที่มีจิตเมตตาอยู่มากวิธี เช่น หลอกหลวงกล่าวอ้างว่าเกิดภัยในประเทศนี้มีคนอดอยากมากมายให้ช่วยเหลือบริจาคผ่านตรงนั้นเลขบัญชีนี้ เรื่องราวบอกกล่าวดูน่าเชื่อถือและน่าสงสาร จนทำให้เกิดการหลงกลมีคนบริจาคเข้าไปมากมายก็มีเมื่อตรวจสอบดีๆกับไม่ใช่เรื่องจริง เป็นต้น

   จะเห็นว่าการมีเมตตาสงสาร มากไปก็ไม่ดี ไม่มีเลยหรือมีน้อยไปก็ไม่ดี แล้วเราจะเข้าสู่สภาวะจิตของความเมตตาที่สมดุลได้อย่างไร เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กใสซื่อบริสุทธฺิ์เห็นสัตว์เลี้ยงหลงทางมาก็ขอแม่เอามาเลี้ยง ท่านก็ให้เลี้ยง พอนานวันเข้าคิดได้เองเข้าใจตนเอง บางอย่างมากไปก็ไม่ดี เราควรหาวิธีอื่นช่วยเขาจะดีกว่า เป็นต้น หลักในการคิด คือ เมื่อฟังเรื่องราวต่างๆเราให้พยายามเข้าใจในหลักสภาวะจิตของมนุษย์ให้ดี คือคำพูดที่จากปากของผู้อื่นอาจมีทั้งจริงและเท็จปะปน เมื่อเกิดบ่อจิตของความมีเมตตาจากเหตุการณ์หรือคำพูดของผู้ใดให้เราฝึกใจให้เข้มแข็ง เชื่อหรือไม่เชื่อต้องมาพิจารณาก่อนการตัดสินใจ  เมื่อเราเข้าใจว่าใช่สิ่งใดจริงเท็จเราก็จะมาตัดสินจากแรงกำลังที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะจากแรงกาย แรงใจหรือแรงทรัพย์ให้ดูสภาพภายในตัวตนเป็นหลักไม่พึงใช้ความเมตตาสงสารนำกว่าความเหมาะสม สิ่งใดเหมาะสมถูกต้องให้พิจาณากับสภาพของแต่ละคน  โดยหลักยึดให้ใช้ผลของการเกิดทุกข์มาเป็นหลักพิจารณาอย่างถ่องแท้  เช่นบางคนสงสารเพื่อนคนนี้มากเขามาอ้อนวอนขอร้องยืมเงินหนึ่งแสน ไม่มีตัวเองก็ไปกู้หนี้ยืมสินมาให้เพื่อน พอนานวันเข้าเพื่อนคนนั้นไม่เคยมาใยดี ไม่แม้แต่เอาเงินมาจ่ายคืนสักบาทตัวเองเกิดความทุกข์เจ้าหนี้มาทวง จะยึดบ้านยึดรถเป็นต้น ความเมตตาเช่นนี้ก็ไม่พึงกระทำ เพราะหลักสำคัญในการบำเพ็ญภายในนั้นข้าพเจ้าให้มองถึงสภาพในตัวตนของเราเป็นหลักยึดด้วยสิ่งไหนเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ย่อมต้องหลีกเลี่ยง บางคนอาจกล่าวว่าแล้วเรื่องของความสมดุลเราจะเอาสิ่งใดมาวัดว่าความเมตตาเท่าไหร่ถึงสมดุล  ด้วยความเมตตาสงสารนั้นเป็นความรู้สึกที่อยู่ลึกๆในแต่ตัวบุคคลคนจึงยากมากในการจะเอาสิ่งใดมาวัดถึงความสมดุลในแต่ละคน ข้าพเจ้าจึงชี้ให้เห็นถึงสภาพภายในของแต่ละคนให้พิจารณาเอง โดยนำหลักยึดของเรื่องของการก่อเกิดความทุกข์เข้ามาสัมพันธ์เพื่อให้มองถึงจิตใจของเราและประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนในการมองสภาพจิตใจของเราด้วย เช่น บางคนให้เงินเขาไปแล้วหรือให้ผู้อื่นยืมสิ่งของๆตนไปแล้วก็ถึงกับนอนไม่หลับหลายวันก็มีเมื่อรู้เราเป็นคนเช่นนี้ก็ไม่ควรให้ใครมายืมสิ่งต่างๆจากเรา แต่ถ้าเราเอาสิ่งที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวคือคุณธรรมภายในและความถูกต้องเข้ามาพิจาณาด้วยแล้วการตัดสินใจในเรื่องต่างๆก็จะง่ายขึ้น

  เช่น บางคนมีญาติมาเล่าถึงความทุกข์ยากมากมายให้ฟังมาขอร้องให้ช่วยต่างๆนานาแต่คนที่มาขอร้องนั้นเป็นคนที่ชอบโกหก ทำแต่สิ่งทุจริตไร้คุณธรรม ไม่ทำมาหากินหลอกลวงคนอื่นไปเป็นวันๆ เมื่อเรารู้จากคุณธรรมภายในคนนั้นไม่มีเลยเราก็จะสามารถควบคุมสภาวะจิตที่มีเมตตาสงสารให้ดำเนินไปในทางที่ถูกทางได้ เช่นตัดสินใจบอกกล่าวปฏิเสธไป แม้ภายในของเราจะเมตตาสงสารคนนี้มากแต่เมื่อมองผลที่ตามมาเราก็สามารถควบคุมความเมตตาสงสารภายในของเราได้   หลักง่ายๆที่กล่าวบอกแต่ก็ทำยากมากเหมือนกันในตัวของข้าพเจ้าเพราะตั้งแต่เด็กจะชอบเลี้ยงสัตว์ ครั้งหนึ่งมีไก่ที่แม่มันตายแต่ตัวยังเล็กอยู่ก็เก็บมาเลี้ยงให้นอนด้วย เลี้ยงอยู่ร่วมกันกับพี่น้อง ต่อมาไก่ตัวนั้นตายไปเพราะถูกญาตินอนทับตายก็เกิดความทุกข์มาก มาคิดได้เพราะเราเลี้ยงเขาไม่ถูกที่ถูกทางเมตตาสงสารเกินไปทำให้ไก่ต้องตายในอายุที่ยังไม่สมควร ตอนนั้นยังเป็นเด็กเห็นแมวหลงมาก็ขอให้แม่เอามาเลี้ยงจนเกิดลูกออกมามากมาย บางครั้งเราเป็นเด็กก็เลี้ยงไม่ไหว ปล่อยทิ้งขว้างไปก็เป็นบาปติดตัวอีก พอโตขึ้นมาเมื่อครั้งที่ยังไม่บำเพ็ญธรรมอย่างจริงจังก็มีใครมาเรี่ยไรเงินบอกกล่าว ก็จะชอบให้ทาน จนเริ่มมีประสบการณ์เริ่มรู้จริงเท็จ ตอนนี้จะบริจาคสิ่งใดต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเข้ามาด้วย บางครั้งความสงสารของเราก็อาจจะไปทำลายคนที่ได้รับความเมตตาจากเราได้เช่นกัน

เช่นเราให้ความช่วยเหลือกับคนๆนี้มากเกินไป ไม่มีเงินใช้ก็ให้ไป ช่วยเหลือมากเกินจนเขาไม่ไปรู้จักทำมาหากิน ไม่รู้จักค่าของเงินก็กลายเป็นคนเสียนิสัยไปเป็นต้น หรือบางครั้งเราเมตตากับสัตว์มากเกินไปเอามาเลี้ยงจนเต็มบ้านไม่ได้ดูกำลังของตนเกิดก่อหนี้ยืมสินหรือดูแลไม่ไหวต่อไปก็ทำให้เราต้องทำร้ายพวกเขาได้บางคนแมวหรือหมาออกลูกมาเยอะเลี้ยงไม่ไหวเอาไปปล่อยที่วัดสร้างบาปเวรกรรมกับสัตว์เหล่านั้นอีก

  แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ข้าพเจ้าจะต้องให้ทุกคนจะต้องทำตามที่ข้าพเจ้ากล่าวบอกเสมอไปแต่อยากพึงให้ใช้หลักการพิจารณาภายในของแต่ละคนตน นำประสบการณ์มาเป็นแง่คิด บางคนสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวบอกเป็นเพียงเรื่องเล็กๆสำหรับพวกเขาเพราะบางคนอาจจะตัดความเมตตาออกไปเลยโดยไม่คิดมากเช่น ไม่ทำเลยไม่มีเลย จะได้ไม่ยุ่งยากและเกิดทุกข์ ซึ่งในทางธรรมแล้วนั้นหลักการที่จะบำเพ็ญให้สำเร็จได้นั้นไม่ใช่จะต้องให้เป็นคนใจดำตัดขาดทุกอย่างเลย  แต่ ความเมตตาสงสารภายในตัวเราพึงจะต้องมีให้มากแต่ให้อยู่ในระดับที่สมดุลของแต่ละบุคคล หากโลกเราไร้ซึ่งความเมตตาแล้วจะไร้ซึ่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้เกิดความวุ่นวายมีแต่ความเห็นแก่ตนเช่นนั้นไม่ได้ แต่ที่ให้พิจาณานั้นให้พึงเข้าใจถึงความถูกต้องและเหมาะสม หากเรามีกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจเยอะก็พึงฉุดช่วยผู้อื่น ให้อยู่ในระดับภายในของแต่ละคน ท้ายที่สุดแล้วตัวเราคือผู้ที่จะมาเข้าใจในความเมตตาสงสารที่มีอยู่ในตัวตนของเราเอง

 เมตตาสงสารคืองานภายในให้ใฝ่คิด   จะถูกผิดให้เข้าใจในตนเร้า

จะมากไปน้อยไปให้คิดเอา           โดยใช้เงาแห่งปัญญาพาดำเนิน

เมื่อมีจิตบ่อเกิดความสงสาร         จากเรื่องงานเรื่องใดใจไม่เขิน

ต้องรู้แน่สู่จิตคิดเผชิญ              ว่าเราเกินหรือพอดีมีที่ใจ

หากเรารู้ว่าทำนำสู่ทุกข์               จงได้ปลุกให้ใจตื่นฟื้นสดใส

ไม่กระทำให้เกิดทุกข์จุกภายใน   แต่ควรให้ใจรู้ตื่นชื่นในธรรม

บทกลอนและบทความโดย เฉินกุ้ยเซียง

เครือข่าย คนกินเจ และมังสวิรัติ-เคล็ดลับการบำเพ็ญภายใน ความเมตตาและสงสารต้องอยู่ตรงกลางระว่างความสมดุล-1

ติดตาม อัพเดตข่าวสาร คนกินเจ คลิ้กที่นี่

สมาชิกที่เข้าชมล่าสุด

มาดูโลกหุ่นกันเถอะ ได้ทั้งขำ และความรู้  

 

แสดงความคิดเห็น



แสดงความคิดเห็นเหรอ
ลงชื่อเข้าใช้หน่อยจ้า ด้วย Facebook ก็ได้ ง่ายๆเอง





Home